Grossi Trattoria & Wine Bar
ที่ตั้ง: โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล 973 ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ
โทร: 0-2656-0444
อีเมล์: grossi@ihgbangkok.com
เวลาทำการ: ทุกวัน 11.30-14.30 น. และ 18.30-22.45 น.
โปรโมชั่น: Express lunch ทุกวัน 11.30-15.00 น. ราคา 299 บาท (+199 บาทสำหรับของหวานและกาแฟ), Wine buffet ทุกวัน 18.00-21.00 น., บุฟเฟ่ต์วันอาทิตย์ Mamma’s Kitchen 11.30-15.00 น. ราคา 999++ และบุฟเฟ่ต์เครื่องดื่ม prosecco ไวน์อิตาเลียน และเบียร์ 699++
เอ็นทรี่นี้ TourDeFoodBlog ขอยกให้เป็นเอนทรี่เปิดของเดือนกรกฎาคม ภายใต้ธีมเก๋ๆ สบายๆ อย่าง Singing in the Rain ก็นะ ฝนชอบตกเวลากลับบ้านเรื่อย ก็ไม่อยากให้เครียดกันมาก เลยเอาธีมสนุกๆ แบบนี้ แถมนี่ยังเป็นชื่อหนังด้วยนะ ถ้าคนชอบดูหนังเก่าๆ น่าจะรู้จักดี สนุกมาก!
กลับเข้าเรื่องกินๆ เลยดีกว่า เอนทรี่นี้เอาใจคนรักอาหารอิตาเลียน พามาชิมจานเด็ดแสนอร่อยที่ร้าน Grossi Trattoria & Wine Bar ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลครับ
ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ชั้นล่างของโรงแรม เชื่อมกับล็อบบี้ที่อยู่ชั้นบน ด้วยความที่เพดานเดียวกัน พื้นที่ของ Grossi จึงดูโปร่ง เพราะเพดานสูง ให้ความรู้สึกสบายๆ ไม่อึดอัด และไม่เคร่งเครียดจนเกร็ง แถมยังเป็นร้านที่อยู่ติดกับกระจก ทำให้มื้อกลางวันของเราที่นี่สดใสเป็นพิเศษครับ
Grossi จริงๆ แล้วเป็นร้านลักษณะ joint venture ระหว่างโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กับ Guy Grossi ซึ่งเป็นเซเลบเชฟที่ดังมากๆ ในออสเตรเลีย ถ้าใครเคยไปเมลเบิร์นก็สามารถแวะเวียนไปชิมร้านของเขาได้ที่ Bourke Street นะครับ อาหารแนวของ Guy Grossi นั้นจะเป็นลูกผสมระหว่างอิตาเลียนกับความร่วมสมัยแบบออสเตรเลีย
ด้วยความที่ Grossi เป็นร้านอาหารแนว trattoria อาหารจึงไม่อู้ฟู่มากนัก แต่ก็พิถีพิถันในการปรุงไม่แพ้กัน เราเริ่มต้นมื้อกันด้วย appetizer อย่าง Capesante, crema di zafferano e zucchini (Grilled scallops, saffron cream, zucchini) เป็นหอยเชลล์ย่าง ราดด้วยครีมซอสหญ้าฝรั่น ด้านบนมีซูกินีสดหั่นเป็นแท่งเล็กๆ สุมเรียงเป็นกอง จานนี้มีความสดใสทั้งในหน้าตาและรสชาติ รสนุ่มๆ ของหอยเชลล์เข้าได้ดีกับซอสหญ้าฝรั่นอ่อนๆ ที่ไม่หนักท้องจนเกินไป มีมะเขือเทศกับมะกอกดำมาตัดรสให้เกิดมิติความเปรี้ยวและเค็มได้ดี ส่วนของซูกินีนั้นมีความหวานโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ส่วนที่ผมกินมีรสขมติดมาเยอะพอสมควรครับ ทำให้รู้สึกสะดุดปากเล็กน้อย ส่วนตัวคิดว่าหอยเชลล์น่าจะสุกน้อยกว่านี้ครับ แต่โดยรวมจานนี้เป็นจานที่เบาๆ รสชาติดี และเป็นการเริ่มต้นมื้อได้ดีทีเดียว
ระหว่างนี้เราก็ลองสั่งค็อกเทลโปรโมชั่นของร้านมาชิมดูครับ มันมีชื่อว่า Annoying Orange (ชื่อเหมือนวิดีโอใน YouTube เลยครับ ใครยังไม่เคยดูลองเปิดดูนะครับ ส้มมันน่ารำคาญจริงๆ) ค็อกเทลตัวนี้มีส่วนผสมง่ายๆ สามอย่างคือ น้ำส้ม เกรนาดีน และเหล้าอิตาเลียนที่ชื่อว่า Aperol เหล้าตัวนี้หน้าตาของมันจะคล้ายๆ กับ Campari ครับ แต่สีจะอ่อนกว่า แต่ที่สำคัญ Aperol มีกลิ่นหอมของส้มมากๆ ทำให้ค็อกเทลตัวนี้รสชาติสดชื่นเหมาะกับอากาศร้อนๆ ช่วงนี้ได้ดีมาก
อาหารจานที่สองของมื้อเป็นจานพาสต้าที่ชื่อ Rigatoni salsiccia e pisselli (Rigatoni, pork sausage, green peas, smoked mozzarella) โดยเขาจะเอาเส้นริกาโตนี่ (เส้นทรงกลวงหลอดขนาดใหญ่) มาผัดกับซอสมะเขือเทศ ใส่หมูบดปรุงรสแบบไส้กรอก ถั่วลันเตา ซึ่งส่วนผสมทั้งหมดนั้นดูเรียบง่ายและจริงใจ ดูเป็นอาหารที่ให้ความอบอุ่นแบบบ้านๆ ครับ แต่ตัวมอซซาเรลลารมควัน ที่วางมาด้านบนและอบพอให้ละลายนั้นช่วยยกระดับจานนี้ให้เด่นขึ้นมาก ตัวชีสเข้ากันกับรสของหมูได้ดี แถมยังมีความหอมแบบรมควัน ส่วนถั่วลันเตาก็ให้ความหวานแบบธรรมชาติที่จานนี้ต้องการ
จานต่อไปถือเป็น main course ของมื้อนะครับ คือ Abbacchio alla romana (Slow roasted Victorian suckling lamb, rosemary, olive oil, Parmesan cheese, ratatouille) เป็นจานที่ขอยกให้เป็นจานเด่นของมื้อ โดยจะเอาไหล่แกะมาหั่นเป็นชิ้นๆ พอติดมันบางๆ นำไปอบในถาดพร้อมกับมะเขือเทศ เซเลอรี่ หอมหัวใหญ่ในเตาอบไฟอ่อนๆ ส่วนกระดูกก็นำไปเคี่ยวเพื่อทำซอสแกะ หรือ lamb jus ก่อนจะนำมาใส่ในถาดแกะ แล้วอบจนแกะค่อยๆ สุก ที่อธิบายได้ขนาดนี้เพราะโชคดีมากที่ในครัวกำลังทำจานนี้อยู่พอดี จึงได้แอบมองเข้าไปดูเล็กน้อยครับ เมื่อแกะสุกแล้วก็จะเอามาโรยพาร์มีซานชีสจนทั่วแล้วเอาไปอบอีกรอบ เพื่อให้ชีสละลายเกิดเป็น crust กรอบๆ หอมๆ จานนี้พอจะเสิร์ฟก็ใส่มาในหม้อทองแดง ได้ความเก๋ไปสิบกะโหลกเลยทีเดียว
รสชาติของสตูไหล่แกะนั้นถือว่ามีความเข้มข้นมาก ทั้งกลิ่นของเนื้อแกะ สมุนไพรที่ใส่อย่างโรสแมรี่หรือไธม์นั้นชัดเจนมาก และความเข้มของชีสนั้นก็ละลายไปในน้ำซอสด้วย ซึ่งรสของมันจะต่างจากสตูอื่นๆ ที่เคยได้ชิม เพราะน้ำจะไม่ข้นมาก แต่รสชาติจัดเจนมากครับ
เครื่องเคียงที่เสิร์ฟมาพร้อมกันนั้น เป็นราตาตุย ที่เอาผักหน้าเก่าของจานนี้อย่างมะเขือม่วง ซูกินี มะเขือเทศเชอร์รี่ และหอมหัวเล็กมาผสมผสานกัน แต่หน้าตาจะไม่เป็นราตาตุยแบบสตูผักที่เคี่ยวจนเละ เพราะเขาจะเอาผักมาผัดแยกชนิดกัน จนได้ความสุกพอๆ กัน แล้วค่อยเอามารวมกันอีกที ทำให้เวลาชิมก็สามารถแยกได้ว่าอะไรเป็นอะไร แทนที่จะเป็นการผสมผสานรสชาติแบบราตาตุยดั้งเดิน น่าสนใจดีครับ ถือเป็นเครื่องเคียงที่เบา และเสริมตัวสตูไหล่แกะได้ดีเลย
อาหารของที่นี่จะเน้นอาหารเบาๆ กินกับไวน์เพลินๆ หรือไม่ก็ค็อกเทลครับ แต่ถึงจะเบาแต่ก็อิ่มนะครับ
มาถึงของหวาน เลือกจานปราบเซียนสองอย่างมาชิม จานแรกเป็นทีรามิสุ มาสคาร์โปเน่ครีมบางเบา ข้างใต้สอดไส้ savoiardi หรือเลดี้ฟิงเกอร์ตามแบบฉบับทีรามิสุของแท้ ชุบกาแฟ Lavazza รสเข้ม แต่ทั้งหมดนี้เสิร์ฟมาในแก้วกาแฟที่เก๋ดี แถมยังมีบิสกอตติแถมมาให้หนึ่งชิ้น เหมือนกับเป็นการกินกาแฟหลังอาหารครับ จานนี้รสชาติดี ถึงแม้จะไม่มีความเข้มของรัมหรือลิเคียวร์แบบที่ผมชอบ แต่ก็เป็นของหวานที่เบาๆ ไม่หนักท้องจนเกินไป
ของหวานอย่างที่สองเป็น Vanilla panna cotta เสิร์ฟมาพร้อมกับ berry compote ซึ่งคราวนี้เชฟเลือกเสิร์ฟในโหลแก้วแสนแปลกตา ส่วนคอมโพทนั้นจัดมาให้ในแก้วช็อต ประมาณว่าอยากเติมเท่าไรก็เติมเอา เนื้อของแพนนาคอตต้าของ Grossi นั้นจะแปลกไปเล็กน้อย เพราะเนื้อจะคล้ายกับมูสเบาๆ มากกว่า เพราะทราบมาว่าเขาจะเอาครีมส่วนหนึ่งไปทำเป็นวิปครีม แล้วเอามาตะล่อมให้เข้ากับครีมส่วนเยลลี่อีกทีนึง ใครที่ชอบความบางเบาก็อาจจะชอบนะครับ แต่ส่วนตัวคิดว่าชอบแพนนาคอตต้าแบบเนื้อแน่นแต่ละลายในปากมากกว่าแบบมูสครับ
โดยรวม Grossi ก็เป็นร้านอิตาเลียนใจกลางเมืองที่บรรยากาศดี ราคาไม่แพงมาก ใครที่ชอบอาหารอร่อยๆ การบริการดี และไม่หรูหรามากมายจนยุ่งยากใจ ลองมาชิมกันได้ครับ
















