Buffer
Issue, Reviews — May 2, 2012 at 10:47

Fireplace Grill

by

 

รีวิวลำดับแรกของเดือนพฤษภาคมกับธีมใหม่ Palette of Flavors จะพาไปชิมอาหารยุโรปเก่าแก่ร้านหนึ่งของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลชื่อว่า Fireplace Grill ครับ

ร้านนี้เป็นร้านอาหารระดับ fine-dining ที่ได้รับรางวัลมามากมาย รวมไปถึง Thailand’s Best Restaurants ด้วยครับ ถือว่าเป็นร้านคุณภาพที่อยู่คู่ย่านชิดลมมานานมากแล้ว ส่วนรสชาติและบริการจะถูกใจเราหรือไม่นั้น ก็ต้องตามไปพิสูจน์ครับ

Fireplace Grill ตกแต่งร้านด้วยสีโทนแดง-ดำ เน้นความอบอุ่นและเรียบหรู มีไฟตามผนังที่ครอบด้วยกระจกฝ้าสีโทนส้ม เปล่งแสงสว่างเรืองๆ ได้ความรู้สึกคลาสสิกดีแท้ รอบร้านประดับประดาด้วยขวดไวน์ที่เสิร์ฟจริงๆ คล้ายกับอยู่ใน wine cellar ก็ไม่ปาน เมื่อเดินเข้าไปแล้ว เราจึงรู้สึกถูกบรรยากาศของร้านโอบล้อมอย่างรวดเร็ว

กลางร้านจะเห็นเป็นครัวเปิดที่กั้นด้วยกระจกใสบานยักษ์ ให้แขกได้จับตามองทีมเชฟของร้านปรุงอาหารอย่างใกล้ชิดแบบช็อตต่อช็อต ถึงแม้สุดท้ายผมจะนั่งหันหลังให้กับครัวก็ตาม 555

ความพิเศษของที่นี่นั้น เชื่อมโยงกับชื่อของร้าน เพราะที่นี่เป็นที่หนึ่งที่ยังคงใช้ความร้อนจากถ่านจริงๆ มิใช่แก๊สอย่างที่นิยมกันในปัจจุบัน

Fireplace Grill นั้นโด่งดังเรื่องสเต็กและอาหารทะเลย่างที่คัดสรรมาอย่างดี แต่เพราะเราไปถึงร้านในตอนกลางวันพอดี ซึ่งที่นี่เขาจะมีโปรโมชั่น Business Set Lunch ทุกๆ วันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ตอนเที่ยงจนถึงบ่ายสองโมง ในราคาที่ต่างกันตามจำนวนคอร์ส ก็คือ สองคอร์สราคา 699++, สามคอร์สราคา 799++ และเต็มๆ แบบจุใจ สี่คอร์สอยู่ที่ราคา 999++ กินมากเท่าไรก็จ่ายเพิ่มเท่านั้น ในแต่ละคอร์สจะมีตัวเลือกให้เลือกได้อย่างละ 3 ตัวเลือก ถือว่าหลากหลายทีเดียว TourDeFoodBlog จึงไม่รีรอเลือกเมนูกลางวัน โดยได้โอกาสชิมครบทุกคอร์สจึงจะมานำเสนอได้อ่านกันครับ

คอร์สแรกเป็น appetizer เราได้ชิมสองอย่าง จานแรกเป็น Pepper crusted tuna, Niçoise salad, lemon tempura เนื้อปลาทูน่า นำไปคลุกด้านนอกด้วยพริกไทยดำบดพอหยาบ แล้วนำไปทอดนาบบนกระทะให้พอสุกด้านนอก ส่วนข้างในยัง rare อยู่ เสิร์ฟจัดเรียงมาพร้อมกับสลัดนิซัวซ์เวอร์ชั่นสวนผัก มีทั้งมะเขือเทศ ถั่วแขก ไข่นกกระทา เคล้ามากับเดรสซิ่งเบาๆ

ตัวปลาทูน่า sear มาได้สวยงามทีเดียว แถมก่อนปรุงยังเอาไปห่อพลาสติกแร็พให้ได้ทรงกระบอกกลม หั่นออกมาจึงได้ชิ้นที่งามตา ถือว่ามีความพิถีพิถันพอควร น่าเสียดายที่ส่วนที่เสิร์ฟมาติดเส้นเอ็นเหนียวๆ กลางชิ้นพอดี ทำให้กินยากครับ ตัวของซอสที่วาดรองทูน่านั้นเป็นคล้ายๆ มายองเนสที่มีกลิ่นของมัสตาร์ดชัดเจน ให้ความรู้สึกเหมือนกับนิซัวส์สลัดและเข้ากับปลาทูน่าได้ดี แต่ที่ชอบที่สุดคือเปลือกมะนาวเลมอนเชื่อมที่เอาไปชุบเกล็ดขนมปังทอด ที่ให้รสหวานสดชื่นและมีรสสัมผัสที่น่าตื่นเต้นครับ

จานที่สองของ appetizer เป็นจานมังสวิรัติชื่อว่า White Asparagus Fondant, mushroom blanquette with cheese crunchy เป็นหน่อไม้ฝรั่งขาวนำไปต้มจนสุกนุ่มลิ้นเลย ราดด้วยสตูเห็ดนานาชนิดในซอสสีขาว แล้วประดับข้างบนด้วยชีสกรอบที่คิดว่าน่าจะเป็นพาร์มีซานชีส จานนี้ถือว่าออกแบบออกมาได้สมบูรณ์ดี เพราะมีทั้งความนุ่มและรสหวานอ่อนๆ จากหน่อไม้ฝรั่ง มีความมันและกรุบจากสตูเห็ด ส่วนชีสนั้นให้รสสัมผัสกรอบและรสชาติเค็ม-มัน

ตามมาด้วยคอร์สที่สองเป็นซุปครับ ได้ชิมสองจานอีกแล้ว จานแรกเป็น Green Pea Soup ซุปถั่วลันเตาหวาน หวานสมชื่อจริงๆ จานนี้กินง่ายเพราะปั่นซุปมาได้เนียนและละเอียดดีเหลือเกิน ด้านบนมีฟองนมตักเป็นช้อนเอาไว้ เพิ่มความหรูหราไฮโซอีก 10%

ส่วนอีกจานเป็น Creamy corn and lobster bisque เป็นซุปข้าวโพดสีเหลืองนวลปั่นมาได้ละเอียดเนียน เนื้อละมุนลิ้นดีจริงๆ ปรุงมาได้พอดี ไม่เค็มจนเกินไป แถมยังได้รสของข้าวโพดชัดเจน ในซุปมีราวิโอลีไส้กุ้งเพิ่มความน่าตื่นเต้นให้กับซุปได้เป็นอย่างดี รสชาติของกุ้งนั้นเข้ากันได้กับซุปข้าวโพดอย่างดีเยี่ยม ส่วนฟองนมด้านบนนั้นก็คล้ายกับซุปถั่วครับ ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านั้น

มาถึงอาหารจานหลัก โชคดีที่ได้พิเศษเพิ่มมาอีกจาน ทำให้โต๊ะของเราได้ชิม 3 จาน จากทั้ง 3 ตัวเลือกเลย อันดับแรกเป็น Pan-fried seabass, prawn and corn crushed potato, thermidor sauce ชิ้นปลากระพงติดหนังนำไปทอดบนกระทะจนหนังกรอบ เสิร์ฟมาบนมันฝรั่งต้มบดหยาบเคล้ากับเนื้อกุ้ง ราดด้วยซอสเทอร์มิดอร์ เป็นครีมซอสเบาๆ ที่ใส่เพิ่มกลิ่นของเฮิร์บหลากชนิดและเหล้าบรั่นดี จานนี้ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็น crushed potato ที่ให้รสสัมผัสที่ค่อนข้างต่างไปจากมันบดทั่วๆ ไป เพราะเขาจะบดมาไม่ละเอียดนัก ยังมีก้อนมันพอให้เคี้ยวได้สนุกปาก ส่วนเนื้อกุ้งที่แทรกมานั้นก็เพิ่มรสชาติหวานได้อย่างดี

จานที่สองของจานหลักเป็น Roasted breast of chicken, Lyonnaise potatoes, rosemary jus อกไก่ย่างหนังกรอบ (กรอบมากกก) ชโลมด้วยบราวน์ซอสที่กลิ่นโรสแมรี่ชัดเจนแบบจริงจัง วางสวยงามบนมันฝรั่งฝานเป็นแว่นๆ นำไปผัดกับหอมหัวใหญ่ เป็นอาหารที่องค์ประกอบไปน่าตื่นเต้นอะไร แต่ปรุงออกมาได้ดีเลยครับ ถึงจะเป็นจานที่พระเอกเป็นอกไก่ที่หลายๆ คนมองข้ามแต่เชื่อว่าถ้าสั่งแล้วจะไม่ผิดหวังแน่นอน

ส่วนทางเลือกที่สามของจานหลัก เอาใจคนรักเนื้อด้วย Slow braised beef rib, truffle mashed potato, carrot fondant เป็นเนื้อส่วนซี่โครงนำไปตุ๋นช้าๆ ในบราวน์ซอสรสเข้ม เสิร์ฟมาบนมันบดเพิ่มกลิ่นด้วยน้ำมันทรัฟเฟิล (แต่ตอนที่กินไม่สังเกตเลยว่ามี สงสัยลิ้นจะเสื่อมแล้วเรา) มีแครอทจิ๋วเนื้อนุ่มวางเคียง จานนี้ถึงจะไม่ใช่เนื้อส่วนแพง แต่ปรุงออกมาได้ถึงแก่น ส่วนของมันบดนั้นเนื้อนุ่มละเอียดดีมากๆ ที่น่าสังเกตคือทุกจานจะมีถั่วแขกประดับทั้งหมด สงสัยร้านนี้จะชอบถั่วเป็นพิเศษ 555

กินไปทั้งหมดแล้วก็ยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ เพราะยังเหลือของหวาน จานแรกเป็น Milk chocolate cheesecake, butterscotch sauce, toffee banana เป็นส่วนผสมคลาสสิกของกล้วย + ทอฟฟี่ + ช็อกโกแลต มีชิ้นชีสเค้กช้อกโกแลตรสละมุนใส่พิมพ์วงกลมวางอยู่มุมหนึ่ง โดยมีแผ่นช็อกโกแลตแปลกตาวางทับ ก่อนจะมีชิ้นกล้วยเคล้าท็อฟฟี่หวานๆ หอมกลิ่นเนยตั้งสูงเป็นหอคอยตระหง่าน วางพาดข้างๆ ด้วยแท่งช็อกโกแลตและถั่วอัลมอนด์ แถมยังมีทองคำเปลวประดับเพิ่มความหรูหราดีจริง อีกมุมหนึ่งมีวิปครีม quenelle มาเนียนมากกก แถมมีซอสบัตเตอร์สก็อตช์หยอดเรียงตามขนาด โค้งสวยงามดี คิดว่าจัดงานออกมาได้ไม่น่าผิดหวังเลย ส่วนของรสชาตินั้นถือว่าผ่านในระดับหนึ่ง เพราะทำออกมาได้ดี และส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันได้ แต่อาจจะไม่ใช่จานที่ทำให้เราตื่นเต้นได้เท่ากับอีกจานครับ

ส่วนจานที่เราชอบมาก และถือว่าพิเศษจริงๆ คือ Mango cremeaux, lime and mint granite, mango salsa, vanilla espuma เป็นของหวานที่มาในแก้วทรงกลมอูม แสนแปลกตา ด้านล่างเป็นมูสมะม่วงรสหวานละมุน สลับชั้นด้วยส่วนผสมหลากชนิด มีทั้งกรานิต้าเปรี้ยวๆ ที่เราแยกไม่ค่อยออกว่าเป็นรสอะไร แต่ตามเมนูเขียนว่าเป็นมะนาวและสะระแหน่ มีมะม่วงหั่นเต๋าทำเป็นซัลซ่าแบบหวานแทรกอยู่ ส่วนด้านบนเป็นเอสพูม่ากลิ่นวานิลลาที่นุ่ม เบา และละลายในปากได้ความรู้สึกที่ดีมาก ความพิเศษของจานนี้อยู่ที่เราไม่รู้เลยว่าในแก้วนั้นมีซ่อนอะไรไว้บ้าง เพราะถึงตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจเลยครับ 555 (หากผิด ก็ขออภัยด้วยครับ) ที่สัมผัสได้คือเหมือนจะมีมะม่วงอบแห้งด้วยวิธีการ freeze-dried โรยมาข้างบนที่ให้ texture ที่กรอบดี ส่วนข้างใต้มีข้าวพองที่เคี้ยวได้สนุกปาก และที่ชอบมากๆ คือ Pop Rocks ที่เป็นเกล็ดลูกอมที่จะแตกเป๊าะแป๊ะในปาก ขอย้ำว่าคนบนโต๊ะทุกคนได้ชิม และคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งนี้ ส่วนตัวชอบจานนี้เพราะทำให้คนชิมบนโต๊ะได้ตื่นเต้นกับความคาดไม่ถึง ได้ลองทาย เดาส่วนผสม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่ค่อยได้เจอในร้านอาหารเท่าไรครับ

ยอมรับว่าน่าสนใจ และเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับการมารับประทานอาหารที่นี่ ทั้งบรรยากาศและอาหารล้วนเติมความรู้สึกดีๆ ผมยินดีที่ได้มา และไม่มีข้อสงสัยสำหรับการหาเรื่องกลับมาอีกครั้ง

ไฟร์เพลส กริลล์ Fireplace Grill
ที่ตั้ง: โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล 973 ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ
โทร: 0-2656-0444
เว็บไซต์: http://www.dining-experience.com/
เวลาทำการ: ทุกวัน 12.00-14.30 น. และ 18.30-22.30 น.

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...