Destinations, Reviews — December 22, 2011 at 11:09

Malaysia Food Diary: Part Two

by

หลังจากที่ตอนที่แล้ว ผมต้องฝากท้องไว้กับขนมขาไก่และเครปเค้กหน้างาน Nuffnang Asia Pacific Blog Awards 2011 (เรียกสั้นๆ ว่า NAPBAS ละกันนะครับ) กว่างานจะเริ่มอย่างจริงจังก็ตอนประมาณ 2 ทุ่มเลยครับ ก่อนหน้านั้นก็มีการไปลงทะเบียน แถมมีการติดเข็มกลัดดอกไม้ริบบิ้นสีทองให้กับ finalist (ผู้เข้าชิงในสาขาต่างๆ) ด้วย จะได้บอกกลายๆ ว่านี่ฉันถูกเข้าชิงนะจ๊ะ มาถ่ายรูปกันเร้ววว..

งาน NAPBAS จัดในห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมครับ ใหญ่โอ่โถงมากๆ โดยทางงานจัดให้บล็อกเกอร์ประเทศเดียวกันมานั่งด้วยกัน โต๊ะของเราก็เป็นคนไทยทั้งนั้นเลยครับ แต่มีบล็อกเกอร์สองสาวอินโดนีเซียหนีบมานั่งด้วยคือ Stella กับ Priscilla คุยไปคุยมา กลายเป็นว่าเป็นเจ้าของห้องที่ผมกับพี่ภัทรเกือบจะเข้าไปป๊ะตอนเขากำลังเปลี่ยนชุด (ไปอ่านตอนที่แล้วดูนะครับ) แต่ทั้งสองคนก็คุยสนุกมากเลยครับ เป็นมิตรสุดๆ

ระหว่างนี้ก็แอบเปิดเมนูของกาล่าดินเนอร์ครั้งนี้ดูคร่าวๆ ครับ (ต้องขอโทษด้วยครับที่ภาพไม่ชัดและอาจไม่สวย ผมถ่ายด้วยไอโฟนครับ ฝีมือแต่งภาพก็ยังอ่อนด้อยยิ่งนัก)

แอบหรูเบาๆ เลยนะครับเนี่ย ไม่เสียทีที่อุตส่าห์จัดเป็นงานใหญ่ นั่งไปสักพัก พนักงานก็เอาน้ำมาเสิร์ฟครับ เป็นน้ำส้มสีสันสดใส แต่พอจิบเข้าไปแล้ว… มันไม่มีรสชาติอย่างแรงเลยครับ อารมณ์ประมาณว่าถ้าน้ำนี่มี 100 ส่วน ก็คงจะมีความเป็นน้ำส้มแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เป็นประเด็นให้ผมกับพี่บอล (นายกาฝาก http://kafaak.wordpress.com) ต้องถกกันตลอดมื้อเลยครับ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า มันรสชาติเหมือนผงเกลือแร่รสส้มแบบเจือจางมากๆ เป็นส้มสังเคราะห์ยังไม่พอ ยังจะไม่อร่อยอีกแน่ะ ซ้ำร้ายคือเหมือนว่าทางโรงแรมจะเสิร์ฟน้ำส้มนี้แทนน้ำเปล่าเลยครับ ยังไม่ทันจะหมดแก้วก็เติมให้ใหม่ ทรมานดีแท้

แล้วงานก็เริ่มด้วยการแสดงนางโชว์ไต่เสาและรูดเสา ดูเป็นมืออาชีพมากๆ พร้อมกับศิลปินของมาเลเซียเค้ามั้งครับ ร้องเพลงดังกระหึ่มฮอลล์ แต่เราไม่รู้จักก็ได้แค่นั่งดูเฉยๆ ไม่มีอารมณ์ร่วมไปกะเขา ที่สนใจคือ เมื่อไรอาหารจานแรกจะมาหนอ รอไปไม่นานเกินหิว พนักงานก็เริ่มทยอยเอาจานแรกลงโต๊ะครับ

ชื่อเต็มๆ คือ Mediterranean Seafood Terrine with Wasabi Tobiko Dressing on Crispy Lettuce เป็นเทอร์รีนซีฟู้ด ที่น่าจะเอากุ้งกับปลาหรืออาหารทะเลอื่นๆ มาปั่นจนเป็นเนื้อละเอียด ผสมกับครีมแล้วนำมาทำเป็นรูปทรงกระบอก ในเนื้อเทอร์รีนมีใส่ถั่วด้วยครับ เนื้อสัมผัสค่อนข้างเนียนแต่ถั่วที่ใส่ลงมาทำให้เกิดสากลิ้นเล็กน้อย อ่านเมนูแล้วนึกว่าจะใส่เครื่องปรุงพิเศษที่ทำให้เป็นเมดิเตอเรเนียนมากขึ้นอย่างมะกอก แต่ก็ไม่มีครับ ส่วนตัวเดรสซิ่งเป็นมายองเนสผสมไข่กุ้งและวาซาบิ ชิมเข้าไปแล้วไม่มีกลิ่นของวาซาบิเลย ไม่แน่ใจว่าได้ใส่จริงๆ ตามเมนูหรือเปล่า ส่วนผักที่เคียงมาให้เป็นผักกาดหอมกับแรดิชชิโอ กรอบดีครับ แอบรู้สึกว่าจานนี้มันหลงทิศทางชอบกล รสชาติมันไปไม่สุดซักทาง ทั้งเมดิเตอเรเนียนหรือญี่ปุ่น

ผ่านไปไม่นาน คอร์สสองของมื้อก็ปรากฏตรงหน้าครับ เป็นจานซุปชื่อ Puree of Split Pea Soup with Herb Twist เป็นซุปครีมข้นที่เอาถั่วสปลิตพี (เหมือนกับถั่วลันเตาครับ แต่อบแห้ง) เอามาต้มแล้วปั่น รสชาติโอเคนะครับ ไม่เค็มไป หรือจืดไป ปรุงมาพอดี แต่ที่น่าผิดหวังคือเนื้อสัมผัสของซุปครับ มันข้นๆ หยาบๆ บอกไม่ถูก ผมไม่สามารถกินซุปนี้ได้จนหมดถ้วยครับ และเป็นอาหารจานเดียวของมื้อที่กินไม่หมดซะด้วยสิ ส่วนแป้งพายม้วนกรอบที่เอามาเคียงซุปนั้นอร่อยดีครับ มีกลิ่นของสมุนไพรอ่อนๆ แทรกมา ถ้ากินด้วยกันพอถูไถครับ

ระหว่างนี้ก็มีการประกาศรางวัล Best Food Blog บนเวทีครับ ผมตื่นเต้นมากๆ เลย ทั้งๆ ที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะชนะเลยด้วยซ้ำ presentation ที่เขาฉายเพื่อบอกรายชื่อผู้ถูกเสนอเข้าชิงก็เจ๋งดีครับ แล้วยังมีเอาภาพของผมเอาไปฉายบนเวทีด้วย เป็นภาพขยายใหญ่สุดชีวิต แถม crop ตัวออกมากลายเป็นคนหน้ายื่น รู้สึกเขินเลยครับ ทั้งนี้ ผู้เข้าชิงมีทั้งหมด 5 บล็อกด้วยกันครับ

  • Grab Your Fork (http://grabyourfork.blogspot.com/) เจ้าของบล็อกชื่อ Helen จากออสเตรเลีย
  • Thefatkidinside (http://thefatkidinside.com/) เจ้าของบล็อกชื่อ Erwan จากฟิลิปปินส์
  • KYspeaks (http://kyspeaks.com/) จากมาเลเซียครับ
  • Ladyironchef (http://www.ladyironchef.com/) เจ้าของบล็อกชื่อ Brad จากสิงคโปร์
  • Tour De Food Blog ของไทยครับ

พอประกาศว่าบล็อก ladyironchef ของ Brad Lau เป็นผู้ชนะ ผมก็โล่งอกครับ ดีใจไปกับ Brad ด้วย เพราะผมได้คุยทำความรู้จักกับเขาก่อนที่จะเริ่มงาน แต่เอาจริงๆ ก็รู้สึกผิดหวังเล็กๆ เพราะส่วนหนึ่งก็แอบหวังให้มีพลิกล็อกเหมือนกัน 55

เหมือนความกดดันหายไปโดยสิ้นเชิง ผมก็สนุกไปกับงานและรออาหารจานต่อไปมาเสิร์ฟครับ

เป็นซอร์เบต์สำหรับล้างปาก Grape Sorbet with Fresh Mint หวานและเปรี้ยวจี๊ดมาก นึกถึงแล้วก็เข็ดฟัน

ต่อไปก็เป็นอาหารจานหลักแล้วครับ จะมีให้เลือกสองอย่าง อย่างแรกเป็น Pan-fried Dory Fillet with Spicy Peach Sauce ผมไม่ได้สั่งอันนี้ แต่แอบถ่ายของพี่ภัทรที่นั่งข้างๆ มาครับ ได้ยินมาว่าไม่ค่อยอร่อย รสชาติอาจจะคล้ายๆ ปลาราดพริกหรือเปล่า

ส่วนของที่ผมสั่งเป็น Pistachio Crumbed Baked Chicken Supreme with Thyme Gravy เป็นอกไก่อบ ด้านนอกชุบด้วยถั่วพิสตาชิโอป่น อาจจะผสมเกล็ดขนมปังด้วยครับ ไก่่อบมาค่อนไปทางสุกเกินไป ส่วนถั่วที่เคลือบด้านนอกก็ไม่ค่อยกรอบแล้วครับ แต่พอให้อภัยได้ เพราะเป็นอาหารงานเลี้ยงสำหรับร้อยๆ คน จะให้เพอร์เฟคก็ยากครับ ส่วนเกรวี่ที่ใส่มาด้วยก็ไม่แย่อะไร รสชาติเป็นอย่างที่ควรจะเป็น เพียงแต่กลิ่นไธม์ไม่ค่อยชัดเท่าไร แต่ที่แย่สุดๆ คือ Lasagna potatoes ที่รองมาใต้ชิ้นไก่ครับ เป็นมันฝรั่งฝานบางๆ แล้วเอาไปอบโรยชีสแบบลาซานญ่า รู้สึกว่า bechamel หรือซอสขาวที่ใส่มาในนั้นจะมีกลิ่นแปลกๆ ที่ทำให้มันหลอนๆ เละๆ แหยะๆ อยู่ในปาก ส่วนผัก garden green vegetables ที่แต่งจานมาก็ใช้ได้ครับ

ของหวานของมื้อเป็น Tiramisu in Chocolate Cup with Strawberry & Vanilla Sauce ขนมทีรามิสุใส่ในถ้วยที่ทำจากช็อกโกแลต เสิร์ฟมาพร้อมกับกีวีและสตรอเบอร์รี่สด รสชาติพอกินได้ เหมือนจะใส่สปันจ์เค้กมาเยอะไปหน่อยครับ พอหมดจานนี้พนักงานก็เอาชา-กาแฟมาเติมให้ตามสั่ง พร้อมกับคุกกี้หลายๆ รส แต่ผมไม่ได้ชิมครับ ปิดท้ายงานก็เชิญผู้ชนะและ finalists ทุกคนขึ้นไปถ่ายรูปร่วมกันบนเวทีครับ ว่าแล้วก็รายงานผลซักหน่อยละกัน

Region’s Best Blog – Xiaxue (http://xiaxue.blogspot.com)
Most Influential Blog – Xiaxue (http://xiaxue.blogspot.com)
Best Micro Blog – @Kennysia (http://twitter.com/kennysia)
Best Entertainment Blog – Beautifulnara (http://beautifulnara.com)
Best Food Blog – Ladyironchef (http://ladyironchef.com)
Best Travel Blog – Just Wandering (http://justwandering.org)
Best Fashion Blog – Cheeserland (http://cheeserland.com)
Best Photography Blog – Photoblog 攝影札記 (http://photoblog.hk)
Best Geek Blog – Geekout (http://geekout.ph)
Best Parenting Blog – Childhood 101 (http://childhood101.com)
Best Lifestyle Blog – Jenni Epperson (http://jenniepperson.com)
Best Original Blog Design – Eat, Show and Tell (http://eatshowandtell.com)
Hidden Gem – Googly Gooeys (http://googlygooeys.com)

ตามกำหนดการ ทางนัฟแนงได้จัดให้มี after party ที่ผับชื่อดังของ KL ชื่อว่า Zouk (ซูค) ครับ ซึ่งผมก็กะว่าจะไปเหมือนกัน แต่พองานกำลังจะเลิก คุณพฤทธิ์ Local Partner ของนัฟแนงประเทศไทย ก็มาชวนไปกินบะหมี่ยามดึกกับเพื่อนชาวมาเลย์ที่เสนอพาไป ร้านนี้เป็นเจ้าดังแต่ซ่อนตัวอยู่นอกเมืองครับ เราอุตส่าห์เป็นบล็อกเกอร์อาหารทั้งที จึงไม่ขอพลาด และรีบขึ้นไปเปลี่ยนชุดเป็นกางเกงขาสั้นสไตล์ตะลุยกินเลยครับ สรุปว่าอาหารสำคัญกว่าปาร์ตี้ ว่างั้น

ร้านนี้อยู่ไกลมากเลยครับ นั่งรถออกจากโรงแรมนานประมาณครึ่งชั่วโมงน่าจะได้ แถมไปวนหาร้านอยู่นาน (เราไปกัน 3 คันรถครับ) เพื่อนของคุณพฤทธิ์ชื่อว่า Sean เป็นหนุ่มตี๋ชาวมาเลย์ แต่ไปเรียนที่อเมริกามา คุณพฤทธิ์แนะนำใหญ่ว่าเป็นพวกชอบกิน แถมชอบไปร้านแบบลึกลับ ประมาณเพชรในตมได้ เข้าทางเราพอดีเลยครับ เพราะถ้าอยากกินของอร่อยต้องหานักชิมท้องถิ่นแบบ Sean ติดไว้ซักคน เข้าเรื่องร้านต่อ ร้านนี้มีชื่อว่า Damansara ครับ ขายบะหมี่สไตล์ฮกเกี้ยนมีให้เลือกหลายแบบมาก ส่วนทำเลที่ตั้งนี่หลุดวงโคจรมาก อยู่นอกเมือง KL ออกมาหน่อย ซึ่งร้านรวงอะไรข้างๆ ก็ปิดไปหมดแล้ว มีร้านบะหมี่นี่ร้านเดียวสว่างโร่ คนก็นั่งกินบนถนนกันเต็มไปหมด

มีสั่งมาทั้งหมดสามอย่างครับ แต่ถ่ายมาได้แค่สอง อีกอย่างลืมถ่ายไป เพราะอยากกินจัด

อันนี้ Sean บอกว่ามีชื่อว่า loh mee ครับ รสชาติมันจะคล้ายๆ ราดหน้าบ้านเรา น้ำจะออกแนวข้นๆ เพราะเติมแป้ง ส่วนตัวเส้นจะเป็นเส้นบะหมี่หนาๆ ยาวๆ นุ่มๆ คล้ายกับอุด้งแต่นุ่มกว่า ในน้ำราดนั้นจะใส่หมู กุ้ง ผักต่างๆ หลายชนิด ส่วนไข่เหมือนเค้าจะค่อยๆ เทลงในน้ำร้อนๆ จนได้เป็นไข่เส้นๆ ฝอยๆ ละมุนลิ้น ที่น่าแปลกใจอีกอย่างคือ เค้าจะใส่กากหมูมาด้วย (ในภาพจะเห็นกากหมูก้อนจัมโบ้ เห็นมั้ยครับ) ถ้าเคี้ยวเจอก็อร่อยเลยครับ ตัวน้ำเกรวี่ข้นๆ นั้นออกแนวรสชาติจืดเล็กน้อย แต่อร่อยมากๆ ครับ Sean แนะนำให้ใส่จิ๊กโฉ่วลงไปด้วยเพื่อเพิ่มรส ใส่ลงไปแล้วจะมีรสจัดขึ้นเยอะครับ ส่วนที่ไม่ได้ถ่ายมาเป็น Hokkien mee เป็นเส้นบะหมี่แบบเดียวกันเอาไปผัดแห้ง ใส่ซีอิ๊วดำ จานนี้ก็ออกแนวรสชาติอ่อนครับ แต่เส้นบะหมี่นุ่มมาก และที่สำคัญไม่มันไม่เลี่ยนเลย สามารถกินได้เรื่อยๆ โดยสามารถปรุงรสเพิ่มด้วยซอสที่รสชาติเหมือนกับกะปิ ซึ่งช่วยได้เยอะเลยเพราะรสชาติจะเค็มและกลมกล่อมขึ้น

อีกจานหนึ่งที่สั่งมานั้นคล้ายๆ กับ loh mee ครับ น้ำราดอะไรนั้นเหมือนกันเลย เพียงแต่ว่าตัวเส้นนั้นจะเปลี่ยนจากเส้น loh mee ไปเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ผัดกับซอสดำครับ อันนี้ยิ่งคล้ายกับราดหน้าบ้านเรามากๆ แต่ในจานนั้นจะมีบะหมี่อีกแบบมาด้วย เป็นบะหมี่เส้นเล็กๆ เล็กมาก และก็นุ่มมากๆ ด้วย ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกเส้นบะหมี่นี้ว่าอะไร ถ้าได้คำตอบจะกลับมาอัพเดตอีกรอบครับ อีกประเด็นคือ ในจานมีเส้นสองแบบเลย เข้าใจว่า Sean เขาไปสั่งคนขายให้ทำมาเป็นพิเศษครับ

ส่วนใครอยากไปลิ้มลองบะหมี่สไตล์ฮกเกี้ยน ผมเอาที่อยู่มาฝากครับ (แต่ไปยากมาก) ลืมบอกไปว่าร้านนี้เปิดทุกวัน เฉพาะช่วงเย็นถึงดึก (5 โมงเย็นถึงตี 2) ครับ

Restoran Damansara Hokkien Mee
Kota Damansara branch
35, Jalan PJU 5/9,
Sunway Damansara,
47810 Petaling Jaya.
Selangor Darul Ehsan, Malaysia

จบมื้อของวันเมื่อเวลาตี 2 ตามเวลากัวลาลัมเปอร์ อิ่มมากๆ เลยครับ และวันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปทัวร์ KL อีก ซึ่งจะมาเ่ขียนให้อ่านกันในตอนหน้าครับ :)

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...
css.php