Buffer
Reviews — April 17, 2011 at 06:07

บ้านส้มตำ

by

ถึงช่วงหน้าร้อนทั้งที อากาศก็ร้อนแสนร้อน เหงื่อไหลไคลย้อยจนตัวเหนียวเหนอะหนะ แต่ TourDeFoodBlog ขอท้าแดดจ้า บุกตะลุยกินอาหารอีสานกลางกรุง จะแซ่บแสบสันต์แค่ไหนต้องมาติดตามกันครับ

ร้านที่ว่านี้คือ บ้านส้มตำ สาขาสาทร เปิดเป็นสาขาที่ 3 แล้ว และทราบมาว่าเพิ่งขยายมาจากสาขาก่อนหน้าคือ พุทธมณฑลสาย 2 กับพระราม 5 พิกัดของร้านนี้อยู่ตรงซอยศรีเวียง ถ้านึกไม่ออกก็เลี้ยวเข้าถนนประมวญ ผ่านโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ซอยนี้จะอยู่ก่อนออกไปถนนสาทร ร้านหาไม่ยากครับ อยู่ฝั่งซ้ายมือ เลยจากโบสถ์คริสตจักรไปเล็กน้อย หน้าร้านมีที่จอดให้ครับ กว้างพอสมควรเลย ส่วนมากลูกค้าก็มีไม่มากจนล้นร้าน ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องที่จอดเท่าไรครับ ร้านนี้จะเปิดยาวเลยครับตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม เอาเป็นว่าอยากมาเวลาไหนมื้อไหนก็ไม่น่าพลาดนะครับ

เข้าไปในร้านก็ตกแต่งได้เรียบร้อยดี บรรยากาศจะค่อนข้างโล่งและสะอาด ไม่มีผนังกั้นมากมาย ดูทันสมัยเชียวครับ ตรงกลางร้านเป็นเมนูกระดานดำขนาดยักษ์ แถมยังเป็นจุดออกอาหารด้วย เราจะเห็นครกวางเรียงกัน พร้อมกับเครื่องส้มตำ ทั้งกระเทียม พริก มะนาว ถั่วลิสง ไข่เค็ม ปลากรอบ ใส่โหลขนาดใหญ่ตกแต่งได้น่ารักจริง รอบๆ ร้านจะติดกระจกใสให้เห็นวิวด้านนอกครับ เผอิญว่าผมไปกินตอนมื้อเที่ยง จึงทำให้ร้านดูสว่างขึ้นเยอะมาก ชวนให้กระปรี้กระเปร่า อยากกินอาหารมากขึ้นด้วยครับ

สักครู่พนักงานก็เอาเมนูมาให้พร้อมกับใบจดออเดอร์ครับ ก็ถือว่าสะดวกดี เพราะเราสามารถเขียนไปเลยว่าจะเอาอาหารจานไหนกี่จาน เพียงแค่เขียนตัวเลขไป เพราะในใบออเดอร์มีรายการอาหารให้อ่านอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังสามารถเขียนอธิบายรสชาติอาหารที่ชอบได้ว่าจะเอาเปรี้ยว-หวาน-เผ็ด อะไรมากน้อยแค่ไหน ก็ตามสไตล์ร้านอาหารอีสานสมัยใหม่ล่ะครับ พอเราจดออเดอร์เสร็จก็เรียกพนักงานมารับไป ร้านนี้จะเห็นว่าพนักงานจะไม่ค่อยอยู่นิ่งๆ เท่าไร จะเดินไป-เดินมารับส่งอาหารเป็นว่าเล่น ถือว่าเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีแบบหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ว่ามีพนักงานเต็มไปหมด แล้วได้แต่ยืนมองลูกค้ากินอาหาร หรือมาคอยพินอบพิเทาเติมน้ำให้ (หมายถึงว่ามากินที่นี่ก็เติมน้ำเองนะครับ)

รอสักพักอาหารอีสานหลากรสก็เริ่มทยอยมาเสิร์ฟครับ ขอบอกไว้ก่อนว่ารอบนี้มากินกับครอบครัวครับ และบ้านผมกินแบบมนุษย์มนาธรรมดาเสียที่ไหน แต่จะสั่งแบบเยอะมากจริงๆ เลยจะมีอาหารมาให้ดูค่อนข้างเยอะครับ จานแรกนั้นเป็นซุปหน่อไม้ ขอติเล็กน้อยว่าอาหารส่วนมากจะจานเล็กครับ ต้องสั่งหลายอย่างหน่อยจึงจะอิ่ม จานนี้ก็ปรุงออกมาได้ดี หน่อไม้ยังกรุบดี และไม่ยุ่ย

จานต่อมาเป็นส้มตำปูครับ ส้มตำของที่นี่เขาจะมีเส้นหมี่โรยกระเทียมทอดมาให้กินด้วย แปลกดีครับ มะละกอของที่นี่กรอบเหลือเกิน ท่าทางจะใช้มะละกอของดีและสด ใส่ปูดองมารสชาติไม่คาวครับ ถือว่าผ่าน

มาต่อกันที่ตำๆ กันต่อ อันนี้เป็นส้มตำไข่เค็ม รสชาติกลมกล่อมพอใช้ได้ทีเดียว ไข่เค็มที่ให้มาก็อร่อยครับ อาหารอย่างส้มตำไข่เค็มนี่ถ้าไข่ไม่ได้เก่าจนเน่าไป ก็ทำพลาดได้ยากครับ

ต่อไปเป็นตำแตงปู-ปลาร้า เขาผ่าครึ่งแตงกว่าแล้วหั่นเป็นแว่นยาวๆ นำไปเคล้ากับน้ำส้มตำที่ปรุงรสให้จัดจ้านด้วยน้ำปลาร้าและพริก รสชาติเป็นอาหารอีสานอนามัยมากๆ ครับ ไม่รู้ว่าจะเป็นคำชมดีหรือเปล่า บางครั้งแอบรู้สึกว่ากินอาหารอีสานตามร้านข้างทางมันจะมีอารมณ์นัวแบบแปลกๆ ที่อร่อยแต่มักจะทำให้ท้องเสียทุกที แต่ร้านนี้จะไม่ค่อยรู้สึกอย่างนั้นครับ เป็นเพราะเป็นอาหารอีสานที่เอาไปทำหรูหรือเปล่านะ?

อันนี้เป็นต้มแซ่บซี่โครงหมูอ่อน กระดูกหมูอ่อนกรุบกรอบหั่นมาเป็นชิ้นเล็กเชียว กับเห็ดฟางชิ้นเล็กๆ ชิมเข้าไปแล้วเสียใจมากครับ เพราะกลิ่นของข่าแรงมาก แรงจนกลบรสชาติของต้มแซ่บกลายเป็นรสขมๆ ไปเลย ถึงแม้ว่าตัวกระดูกหมูจะทำได้ดี เพราะนุ่มและกินได้โดยที่ไม่ต้องมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แต่สุดท้ายแล้วรสชาติของน้ำแกงมันแรงจริงๆ ครับ จานนี้ถือว่าสอบตกครับ

มาถึงพวกลาบๆ ครั้งนี้สั่งลาบเป็ดมาลองชิมครับ รสชาติยังสม่ำเสมอจากจานที่ผ่านๆ มา อร่อยใช้ได้ครับ

ส่วนอีกจานที่สั่งมาดูหรูเชียว น้ำตกกุ้งครับ เขาจะเอากุ้งมาแกะเปลือกไว้หาง ลวกเล็กน้อยพอให้ตึง แล้วเอาไปปรุงรสแบบน้ำตก ตัวกุ้งนั้นยังกรอบดีและไม่สุกมากเกินไปจนแข็งครับ ได้รสเปรี้ยวพร้อมกับความกรุบกรอบของข้าวคั่ว อร่อยไม่แพ้เมนูกุ้งแบบอื่นๆ เลยครับ

ต่อมาเป็นตับหวาน จานนี้ก็ปรุงรสชาติใกล้เคียงกับลาบครับ ตัวตับนั้นลวกมาไม่แข็งจนเกินไป บางชิ้นยังเห็นเลือดซิบๆ อยู่เลยครับ เสียดายว่าตับหั่นชิ้นบางเกินไปเสียหน่อย

มาถึงช่วงอาหารจานทอด ของโปรดน้องสาวผมเอง อย่างแรกที่มาถึงเป็นกุ้งชุบแป้งทอดครับ ใส่ตะกร้าเตี้ยรองกระดาษมาน่ารักเชียวครับ พร้อมกับใบผักกาดหอมและมะเขือเทศ อันเป็นของตกแต่งจานแบบของตาย ทอดมาได้กรอบดี และกุ้งยังไม่แข็งครับ จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆ หรือซอสพริกก็เพลินดี

กุ้งยังไม่พอ คุณเธอก็ขอหมึกไข่ชุบแป้งทอดมาอีกที่ ได้เป็นปลาหมึกกล้วยหั่นชิ้นโต นำไปทอดกรอบแบบเดียวกับกุ้งเด๊ะๆ มาตรฐานเดียวกันครับ

ผมนึกอยากลองสั่งหม่ำหมูทอดมาลิ้มรส ได้หม่ำดุ้นใหญ่ๆ 4 ดุ้น เสิร์ฟพร้อมกับกระเทียมสดหั่นฝานมา ถั่วลิสงทอด พริกขี้หนู แล้วก็ขิงครับ เป็นเมนูที่ผมไม่ค่อยได้กินบ่อยนัก จึงไม่ค่อยเปรียบเทียบรสชาติกับที่ไหนได้ แต่เท่าที่กินดูรู้สึกว่าแห้งเกินไปครับ ตัวเนื้อในหม่ำนั้นรสชาติเปรี้ยวดีแล้ว แต่พอเอาไปทอดจนกรอบ มันก็กลายเป็นว่าทำให้แข็งและแห้งไปด้วย บางทีผมอาจจะไม่ค่อยได้กินบ่อยอาจจะวิจารณ์ได้ไม่ถูกนัก แต่นี่คือความรู้สึกหลังจากที่กินไปแล้วครับ

เพราะร้านนี้ไม่มีไก่ย่างเสิร์ฟ จึงลองสั่งปีกไก่ทอดมากินแทน ที่นี่ทอดได้กรอบอร่อยดีครับ หน้าตาก็เป็นสีทองชวนให้กินยิ่งนัก

พูดถึงอาหารกินเล่นอีกอย่างที่พลาดไม่ได้อย่างคอหมูย่าง พอสั่งมาแล้วก็รู้สึกเฉยๆ อย่างแรงครับ เพราะไม่โดดเด่นเลย น้ำจิ้มแจ่วเอง (พนักงานจะเอามาให้ตั้งแต่แรกครับ) ก็ไม่ได้อร่อยเด่นเด้งมากนัก เป็นอาหารที่คาดหวังว่าจะออกมายอดเยี่ยม แต่ผลจริงๆ ก็แค่พอใช้ได้ จึงทำให้ผิดหวังเล็กน้อยครับ เป็นจานที่จำไม่ได้เลยว่าสั่งและได้กินไป

มาถึงจานใหญ่เบิ้มประจำมื้อ ที่ร้านนี้เขาจะมีปลาให้เลือก 2 ชนิดครับ คือปลาทับทิม กับปลากระพง สามารถทำได้ 4 แบบคือ นึ่งแจ่ว ทอดน้ำปลา น้ำตก กับผัดมะเขือ บ้านผมไม่ค่อยกล้าสั่งอะไรแปลกๆ จึงขอยึดเมนูประจำโต๊ะที่สั่งกันเป็นประจำอย่างปลากระพงทอดน้ำปลามาครับ เขาแล่เลาะก้างปลามานำไปทอดจนกรอบ เสิร์ฟมาพร้อมกับยำมะม่วงเปรี้ยวๆ หวานๆ ใส่ถั่วลิสงกับกุ้งแห้ง ชิมแล้วก็ให้ความเห็นตรงกันว่าอร่อยตามมาตรฐานของจานนี้ครับ ถึงแม้ว่าจะเคยกินที่อร่อยกว่านี้มาแล้วก็เถอะ เนื้อปลาสดดีครับ กินได้เรื่อยๆ

อิ่มกับของคาวแล้วเลยมาต่อด้วยของหวาน ผมสั่งเฉาก๊วยมา เหนียวนุ่มดีจริง แถมโรยน้ำตาลทรายแดงแบบโบราณมาให้อีก อร่อยชื่นใจดีครับ ส่วนน้องสาวผมสั่งบลูเบอรี่ชีสพายมาลองชิม เป็นอาหารนอกเมนูครับ ซึ่งถ่ายรูปไม่ทัน เพราะหายไปอย่างรวดเร็ว สุดท้ายไม่มีเสียงบ่นอะไร ก็น่าจะแปลได้ว่ารสชาติไม่แย่เกินไปครับ

สำหรับสนนราคาของอาหารแต่ละจานนั้น ถ้าเป็นส้มตำจะเริ่มต้นที่จานละ 40 บาทครับ ถ้าหรูหน่อยแบบใส่ปูม้า หรือกุ้งสดก็จะ 80 บาท พวกกินเล่นอย่างปีกไก่ คอหมูย่าง จะอยู่ที่ประมาณ 80 บาท หรือถ้าเป็นอาหารทะเลทอดก็ 120 บาทครับ ส่วนพวกลาบ-น้ำตก-ต้มแซ่บ จะอยู่ที่ 80-100 บาทโดยเฉลี่ยครับ เป็นราคาที่พอรับได้ แต่มื้อที่ไปคราวนั้นก็เสียหายหนักพอดูเลยครับ (ก็เพราะสั่งเยอะมากๆ นี่นา)

สรุปว่าก็เป็นร้านอาหารอีสานติดแอร์ที่ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ถึงแม้ว่าอาหารจะไม่ได้หลุดกรอบไปจากเมนูของร้านอาหารอีสานทั่วไปเลย และจะขาดมนต์เสน่ห์แบบนัวๆ เพื่อแลกกับความสะอาดและอนามัยของอาหารและตัวร้าน บ้านส้มตำก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของคนกรุงในการเลือกกินอาหารอีสานที่รสชาติอร่อย โดยที่ไม่ต้องไปเสี่ยงกับความหรูที่มาพร้อมกับรสชาติที่ไม่ได้เรื่องอย่างที่เห็นกันดาษดื่นทั่วกรุง

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...
  • Yai

    เคยไปทานมาแล้ว หลายครั้ง อีกครั้งก็วันอาทิตย์ที่ 5 มิย. ที่ผ่านมานี้ ยอมรับร้านนี้อร่อยใช้ได้ วันนั้นเผอิญเจอเจ้าของร้านผู้ชายมายืนตอนรับแขกเพราะวันนั้นคนเยอะมากต้องรอโต๊ะ ซึ่งก็แสดงความยินดีกับเจ้าของร้านแต่เค้าบอกว่า ตอนนี้คนเยอะไปไม่ชอบเลย อ้าว! ไหงเป็นยังงั้นล่ะ ขายดีก็บ่น แล้วถามว่าทำไมมะละกอที่นี้ทำได้กรอบจริงๆ(ตามที่คุณ Review ชมไว้ข้างต้น)เค้าบอกว่า พอซอยมะละกอแล้วมัดใส่ถุงแช่ลึกๆในถังน้ำแข็งถึงเป็นอย่างนี้ นี่เป็นเคล็ดลับที่คนนอกไม่รู้ซึ่งจะไปแช่ตู้เย็น พอถึงคิวได้โต๊ะแล้วก็เริ่มสั่งตามคุณ Review ที่แนะนำมาในคอลัมน์นี้ สรุปว่า หม่ำหมูแห้งออกจะเค็มไม่ค่อยประทับใจเหมือนความเห็นตามคุณ Review เลย ผมว่าอาหารพวกน้ำๆ ร้านนี้คงไม่ถนัดนะ เพราะเห็นคุณ Review ติงว่าต้มแซ่บฯไม่ค่อยประทับ ผมเลยลองสั่งเป็นต้มยำกุ้งแทน ก็ไม่ประทับใจเช่นกัน น้ำซุปออกรสชาติครืนๆชอบกล แต่โดยสรุปน่ะ พวกส้มตำหลายๆอย่างใช้ได้เลย ผมกินส้มตำปูปลาร้านี่ ตัวปูเค็มก็อ้วนพอดูดเอาเนื้อออกมาได้

  • Yai

    อ้อ! ลืมไปว่า ปลากระพงนึ่งเค้าอร่อยใช้ได้เลย เค้าจะยัดพวกสมุนไพร เช่น ตะไคร่ และอื่นๆอีก สับละเอียดยัดเข้าไป ทำให้พอนึ่งออกมาแล้วเนื้อปลาหอม กลมกล่อมดี วันนั้นอิ่มแปล้เลยเพราะสั่งเยอะแบบเดียวกับคุณ Review ทำน่ะ จุกลิ้นปี่ทำให้เสื้อยือยี่ห้อ GAP คับตัวเลย เอ้! เกี่ยวกันเปล่านี่

  • S_kukkongkij